1.Accoonting&Finance


2.Administration
3.Customer Service
4.Human Resources


5.Information Technology
6.Marketing&BD&PR


7.OTHERS
8.Sales
9.Service Personnel
10.Service&Maintenance
11.Technical
เทคนิคต่างๆ
การเตรียมตัวก่อนสมัครงาน
ปัญหาการหางานทำและเข้มข้นของการแข่งขันในตลาดแรงงาน ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจ จำนวนผู้ลงทุนและมูลค่าการลงทุน รวมถึงจำนวนบริษัทต่างๆที่เปิดกิจการเพิ่มขึ้นทำให้ผู้จบการศึกษาใหม่ ๆ มีงานทำและหางานได้ง่าย ผู้สมัครงานจึงมีโอกาสเลือกนายจ้าง


อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจปี 2539 ต่อเนื่องปี 2540 ทำให้การลงทุนลดน้อยลง และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการชะลอการรับพนักงานเข้าทำงาน พร้อมกับอาจจะมีการเลิกจ้าง ลูกจ้างมากถึง 1,600,000 คน ดังนั้น ตลาดแรงงานจึงเป็นตลาดของผู้รับสมัครที่จะคัดเลือกเฉพาะคนที่ดีหรือเก่งเข้าทำงาน การหางานทำจึงยากกว่าเดิมหลายเท่า ในแต่ละปีจะมีผู้จบการศึกษาในระดับการศึกษาต่างๆรวมแล้วมากกว่าแสนคน และเมื่อรวมกับผู้ที่ตกค้างมาจากปีก่อนๆที่ยังหางานไม่ได้ การแข่งขันกันหางานทำก็จะรุนแรงยิ่งขึ้น คือการจะสมัครงานหรือหางานทำจะยิ่งยากมากขึ้น ครับ อ่านแล้ว ฟังแล้ว ห่อเหี่ยวใจ และที่กล่าวมานี้ก็ไม่ใช่ว่าจะนำเรื่องเล่นๆมาคุยกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าจะมาขู่กัน แต่ภาวะการจ้างงาน หรือตลาดแรงงานในประเทศไทยในช่วงนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วยเหตุนี้ ตลาดแรงงานในปัจจุบันจึงเป็นตลาดแรงงานของ ผู้ซื้อ หรือคือตลาดแรงงานของนายจ้าง ก็เพราะเหตุนี้ ผู้สมัครงานจำนวนมากต่อมาก จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เลือกงานมากนัก และหลายๆคนต้องยอมรับงานที่ใช้วุฒิความรู้ต่ำกว่า ที่เรียนจบมาเพื่อสมัครงาน เพราะบางแห่งต้องการรับผู้ที่จบอนุปริญญาเข้าทำงาน คนจบปริญญาตรีที่อยากได้งานก็จะนำวุฒิ ปวส.มาแสดง บางบริษัทรับเฉพาะคนจบ ปวช. แต่จะมีผู้สมัครงานบางคนทั้งๆ ที่จบ ปวส. จะใช้วุฒิ ปวช.ไปแสดง นอกจากนี้คนที่จบใหม่ ๆ ที่ได้งานทำ อาจจะได้เงินเดือนไม่ครบเดือน โดยจะได้เงินค่าจ้างเพียง 26 วัน คือได้ค่าจ้างเป็นรายวัน วันไหนที่ไม่ได้ทำงาน เช่น วันอาทิตย์ หรือวันหยุดพิเศษ ก็จะไม่ได้ค่าจ้าง วันไหนป่วยหรือลากิจ ก็จะไม่ได้ค่าจ้างด้วย บางคนจึงได้ค่าจ้างน้อยกว่า 26 วัน บางคนผลการเรียนดีแต่ต้องทนเดินเตะฝุ่น 1-2 ปี ก็มี ความเชื่อที่ว่า เรียนเก่งหรือเรียนดี แล้วจะหางานง่ายนั้น อาจจะไม่จริงเสมอไปในยุคปัจจุบัน การรับคนเข้าทำงานในทุกวันนี้นั้นจะพิจารณาสิ่งอื่นๆประกอบด้วย เช่น บุคลิกภาพ ความคล่องตัว ความอดทน ความเป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบ เป็นต้น การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆในการหางานหรือสมัครงานจึงเป็นการเตรียมพร้อมที่ดีและควรทำ เข้าทำนอง "ฟอร์มดี มีชัยไปกว่าครึ่ง" โปรดระลึกว่า การจะไปหางานหรือสมัครงานนั้น เราควรจะมีสิ่งที่น่าสนใจในตัวเรา และสิ่งที่น่าสนใจนั้นต้องเป็นสิ่งที่ผู้รับสมัครเขาสนใจด้วย มันก็เหมือนกับว่า เราเป็นเซลส์แมนหรือเซลส์วูแมนที่จะเสนอขาย สินค้าอย่างหนึ่งให้แก่ผู้ซื้อ และเราจะต้องมั่นใจว่า เราควรจะขายสินค้าให้ได้ การจะขายสินค้าให้ได้จำเป็นจะต้องมีเทคนิควิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ซื้อสนใจและเห็นคุณค่าของสินค้าพร้อมกับที่อยากจะได้สินค้านั้นไว้ ฉันใดก็ดีเมื่อเราจะสมัครงาน เราก็ต้องเตรียมเสนอขายตัวเราเองให้เป็นที่สนใจของผู้รับสมัครให้ได้ ถ้าคุณสามารถทำได้ โอกาสที่เราจะได้งานก็จะมีมากขึ้น เนื้อหาสาระที่จะนำมากล่าวต่อไปนี้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงเป็นสิ่งที่อาจจะช่วยให้คุณนำไปปรับปรุงตนเองในด้านต่าง ๆ ให้เป็นที่น่าสนใจของผู้รับสมัครงานก็เป็นได้ 

การเตรียมตัวหางานเมื่อจบการศึกษา 

  จะว่าไปแล้ว การเตรียมตัวหางานควรจะต้องเริ่มต้นกันก่อนจะจบการศึกษาด้วยซ้ำไป กล่าวคือควรจะแวะไปดูตู้หรือป้ายปิดประกาศของสถานศึกษาที่เรียนรู้อยู่ว่า จะมีรัฐวิสาหกิจ บริษัท หรือห้างร้านใดต้องการรับสมัครพนักงานบ้าง เพราะองค์การต่างๆ มักจะส่งหนังสือแสดงความจำนงว่าจะรับสมัครพนักงานในตำแหน่งอะไรบ้างไปตามโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเสมอ เพราะเป็นการประหยัดค่าโฆษณาหาคนในหนังสือพิมพ์ บางแห่งก็อยากจะได้คนจบใหม่ ๆ นอกจากนี้ ควรจะสอบถามไปยังญาติพี่น้อง หรือคุณพ่อคุณแม่ เพื่อน รุ่นพี่หรือคนรู้จักกันว่า มีที่ไหนที่กำลังจะเปิดรับสมัครพนักงานใหม่บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรจะต้องสนอกสนใจจนถึงกับไม่มีเวลาดูหนังสือสอบ อย่างไรก็ดี มักมีปัญหาว่าองค์การต่างๆ เช่นองค์การรัฐวิสาหกิจมักจะเข้มงวดกับหลักฐานทางการศึกษาเพื่อที่จะได้พิสูจน์ว่าผู้สมัครงานจบการศึกษาร ะดับใด เมื่อไหร่ และจบการศึกษาจริงๆ ไม่ใช่ว่าจะคอยสอบเก็บอีกบางวิชา นอกจากนี้บางบริษัทก็มักจะทำเช่นนี้ด้วย คนที่ยังไม่จบการศึกษาจึงมักไม่ค่อยจะมีโอกาสได้สมัครงาน ปัญหานี้น่าจะแก้ไขได้ โดยขอให้ทางสถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่ ออกใบรับรองการเรียนและการสอบแล้วนำไปแสดงกับเจ้าหน้าที่ที่รับสมัคร โดยบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าจะส่งเอกสารทางการศึกษาตามมาให้ในภายหลัง โดยวิธีการนี้บางแห่งก็ยอม บางแห่งก็ไม่ยอม กรณีที่ไม่ยอมก็คงต้องรอจนกว่าจะได้เอกสารตัวจริงจากสถาบันการศึกษาไปแสดง กรณีที่ได้รับการยินยอม เมื่อได้รับเอกสารตัวจริงแล้วควรจะรีบถ่ายเอกสารส่งไปให้หน่วยงานที่สมัครงานไว้พร้อมกับที่ควรจะมีหนังสื อหรือจดหมายแนบไปด้วยว่า ได้เคยมาสมัครไว้ตั้งแต่เมื่อไร ตำแหน่งอะไร หากบางหน่วยงานออกใบรับไว้ให้ (ใบรับในที่นี้หมายถึงเอกสารที่หน่วยงานที่รับสมัครออกไว้ให้ โดยจะระบุวันที่ไปสมัคร ตำแหน่งที่สมัคร รวมทั้งเลขรับไว้ด้วย) ก็ควรจะระบุเลขรับหรือวันที่ออกใบรับนั้นไว้ด้วย เพื่อสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะได้เก็บเอกสารทางการศึกษาที่ส่งไปให้ นำเข้าแฟ้มได้รวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น และมันจะเป็นประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการเตือนความจำของผู้ที่เก็บใบสมัครของเราไว้ นอกจากจะมองหาแหล่งสำหรับสมัครงานแล้ว ในระหว่างนั้นก็น่าจะเตรียมตัวให้พร้อม เช่น เลือกเสื้อผ้าที่คิดว่าดีและเหมาะสมที่สุดซึ่งควรจะมีสัก 2 ชุด เพื่อใส่ไปสมัครงานหรือรับการสัมภาษณ์ เตรียมรูปถ่าย จัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ เช่น ใบสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ใบปลด ร.ด. เลขบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ หนังสือรับรองการฝึกงาน ฯลฯ โดยเตรียมไว้เป็นชุด ๆ อย่างน้อยก็ควรจะเตรียมไว้ไม่น้อยกว่า 3 - 4 ชุด เตรียมกระดาษจดหมาย ซองจดหมาย และซองใส่เอกสาร ขณะเดียวกันควรกำหนดไว้ว่าจะไปพบใคร หรือ โทรศัพท์สอบถามเรื่องการสมัครงานจากใครที่ไหน พูดกันง่ายๆก็คือ เตรียมใจ เตรียมกาย และเตรียมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นหรือคิดว่าจำเป็นไว้ให้พร้อม เพราะคุณกำลังจะออกไปต่อสู้กับคนอื่นๆซึ่งทุกคนก็กำลังมองหางานเช่นเดียวกับคุณ และคุณก็กำลังจะไปเสนอขายตัวคุณด้วย แต่คุณก็ต้องเตรียมตัวเพื่อสอบผ่านให้ได้ด้วย 

รู้จักตนเอง 

  - คุณพร้อมที่จะทำงานหรือยัง ? 
- คุณเหมาะที่จะทำงานประเภทใด ? 
- คุณมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ว่างหรือไม่ 
ก่อนจะตอบคำถามข้างบนนี้ คุณต้องรู้จักตนเองเสียก่อน 

จะเลือกอะไรคิดดูให้รอบคอบเสียก่อน 

  อย่าลืมว่าลูกจ้างหรือพนักงานทั่วไปทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ปีละ 50 สัปดาห์ ชีวิตคนคนหนึ่งถ้าเป็นลูกจ้างเขาไปตลอดชีพก็ต้องทำงานราว 40 ปี ถ้าคุณอายุ 20 ปีในวันนี้ นึกไปเลยว่าจนกว่าคุณจะเกษียณอายุ คุณจะต้องอยู่ใน “ที่ทำงาน” ไปอีก 80,000 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้น หากเป็นงานแรกของคุณ การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญยิ่งนัก 

คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นชีวิตงาน 

  - อย่าเลือกตามเพื่อน - อย่าเลือกเพราะดูโก้เก๋ 
- อย่าเลือกเพียงเพราะมีตำแหน่งว่าง 
- อย่าเลือกโดยไม่ศึกษาหาข้อดีข้อเสียอย่างรอบด้านก่อน 
- อย่าเลือกเพราะเพื่อนยุ 
- อย่าเลือกเพราะอยากทำงานที่เดียวกับเพื่อนหรือคนรัก 
- จงทำการบ้าน ใช้เวลาสอบถามหาข้อมูลเกี่ยวกับงานที่คุณสนใจ 
- สอบถามจากญาติมิตรเกี่ยวกับงานอาชีพที่คุณสนใจ ขอคำแนะนำจากคนที่อยู่ในอาชีพนั้น 
- ก่อนตัดสินใจปรึกษาผู้รู้ ( เช่น อาจารย์แนะแนว รุ่นพี่ ญาติผู้ใหญ่ ) 
- เลือกสายอาชีพที่เหมาะสมกับตัว “คุณ” เองมากที่สุดในทุก ๆ ด้าน 
- เป็นตัวของตัวเอง อย่าหลอกตัวเอง คุณเท่านั้นที่จะรู้กำลังความสามารถของคุณดีที่สุด เลือกแล้วไม่มีใครมานั่งทำงานแทนคุณ คุณเท่านั้นที่จะ “สนุกไปกับงาน” หรือ “ทุกข์” ทรมานไปกับงาน 

วิเคราะห์ตัวเอง 

  เมื่อแน่ใจแล้วว่าคุณจะเลือกอาชีพอะไร คุณจึงต้องหาเวลาค้นหาตัวเองเพื่อที่จะรู้ว่าคุณมีอะไรเสนอให้กับนายจ้างของคุณบ้าง วิธีที่ดีที่สุดคือระดมสมอง กับญาติสนิทมิตรสหาย ที่รู้จักคุณดีพอ คุณต้องคุยเรื่องต่อไปนี้ - ประสบการณ์ 
- วุฒิ / การศึกษา / การฝึกอบรม
- ความสนใจ
- ลักษณะส่วนตัว / บุคลิกภาพ

ความสำเร็จ / ผลงานในอดีต 

  ส่วนสุดท้ายนี้ คุณเห็นจะต้องย้อนยุค ฟื้นความหลังกันหน่อย ค้นหาว่าคุณเคยประสบความสำเร็จในเรื่องใดบ้าง บันทึกไว้ให้หมด แต่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จที่นายจ้างมักจะสนใจ เช่น เรื่องการงาน การศึกษา เรื่องที่คุณได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ ใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
หลังจากที่คุณทำการบ้าน ค้นหาตัวเองพบแล้ว และบันทึกลงในกระดาษแล้ว คราวนี้คุณก็ต้องรวบรวมเข้าแฟ้มไว้ แนะนำให้ลงทุนซื้อแฟ้มมาชุดหนึ่งเพื่อการนี้ แล้วเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทาง ถึงเวลาใช้งานหยิบฉวยมาอ้างอิงได้ทันที 

ที่มา http://www.friendjob.com/

Job Tips
6 วิธีแก้ง่วงในที่ทำงานโดยไม่ต้องพึ่งกาแฟคุณเคยง่วงนอนในที่ทำงานจนอยากจะใช้ไม้จิ้มฟันถ่างตาตัวเองหรือไม่? ถ้าหากว่าคุ..
9 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงานการทำงานย่อมมีปัญหาทุกคน ฝึกมองโลกในแง่บวกก็จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน และค..
40 คุณลักษณะการเป็นพนักงานมืออาชีพผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความของ ดร.เกศรา รักชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างองค..
9 วิธีเจริญสติในออฟฟิศ เพื่อตัวเอง และเพื่อการทำงานที่ดีขึ้นงานล้น ทำงานไม่ทัน ลูกค้าขี้วีน เจ้านายขี้บ่น เพื่อนร่วมงานขี้นินทา สถานการณ..