1.Accoonting&Finance


2.Administration
3.Customer Service
4.Human Resources
5.Information Technology
6.Marketing&BD&PR
7.OTHERS


8.Sales
9.Service Personnel


10.Service&Maintenance
11.Technical
เทคนิคต่างๆ
6 ข้อคิดพิชิตงานในฝัน
คนเราทุกคนมีความฝัน และต้องการให้ความฝันเป็นความจริงในสักวัน คนทำงานก็มีงานในฝัน เป็นงานที่อยากทำ ถ้าได้ทำคงจะมีความสุขไม่น้อย เพราะคนเราต้องอยู่ในวัยทำงานไปอีกหลายสิบปี ย่อมต้องการงานที่ดีมีความก้าวหน้า มีความมั่นคง ซึ่งมีผลต่อชีวิตยามเกษียณในอนาคตข้างหน้าด้วย ต่อไปนี้เป็นข้อคิดดีๆ สำหรับคนที่ต้องการพิชิตงานในฝันค่ะ

1. รู้จักตัวเอง 
กฎของการรู้จักตัวเองคือ การให้เวลากับการประเมินตัวเอง เพื่อสำรวจความสนใจของคุณ ความสามารถของคุณ และค้นหาว่า คุณชอบทำงานแบบไหน เช่น ลองคิดดูว่า หากคุณต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง งานแบบไหนที่คุณจะยอมทำ รวมทั้งให้เวลากับการศึกษาเกี่ยวกับอาชีพและประเภทของธุรกิจที่ตรงกับความสนใจและทักษะที่คุณมี วิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการหาข้อมูลเหล่านี้ คือการเข้าไปในอินเทอร์เน็ต คุณจะพบข้อมูลมากมายที่น่าสนใจ หรือไม่ก็หาโอกาสพูดคุยสอบถามจากคนที่ทำงานในสายงานที่คุณสนใจเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือมากกว่านั้นคุณอาจจะสมัครเรียนในหลักสูตรต่างๆ เพิ่มเติมเป็นต้น 

2. อย่ากลัวว่าไม่มีประสบการณ์ 
นักศึกษาจบใหม่มักกลัวว่าจะไม่มีใครรับเข้าทำงานเพราะยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก ถึงแม้คุณจะเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แต่ก็ใช่ว่าคุณไม่มีความสามารถเสียหน่อย เรซูเม่ที่ดีจะทำให้นายจ้างรับรู้ถึงความสามารถที่คุณมี ในการเขียนเรซูเม่นั้น แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์การทำงานแต่คุณสามารถระบุได้ว่า คุณมีทักษะและความสามารถอะไรบ้างที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับงานในตำแหน่งหน้าที่ที่คุณสมัคร และหากคุณได้งานนี้คุณจะใช้ทักษะและความสามารถต่างๆ ของคุณทำอะไรให้กับบริษัทได้บ้าง เช่น คุณมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการโครงการ มีทักษะในการสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า มีความรู้ทางด้านไอที รวมทั้งความสามารถด้านการขาย สิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ที่เป็นนักศึกษาจบใหม่เหมือนๆ กัน 

3. ลงมือทำ 
  ถ้าคุณรู้สึกชอบหรือสนใจในสิ่งใดๆ ก็ตาม วิธีเดียวที่จะค้นพบว่า นั่นใช่สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือไม่ คือการลงมือทำ พิสูจน์มันด้วยตัวคุณเอง เพื่อเรียนรู้ว่าคุณมีความสุขที่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด เช่น ลองทำสิ่งนั้นเป็นงานพิเศษนอกเวลางานของคุณ หรือไม่ก็ลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมในวันหยุด ซึ่งอาจจะเป็นหลักสูตรสั้นๆ ก็ได้ การทำเช่นนี้เหมือนกับการที่คุณลองก้าวเท้าเข้าไปข้างหนึ่งเพื่อหยั่งเชิงดูก่อน หากใช่ก็ก้าวเท้าอีกข้างตามไป แต่หากไม่ใช่ก็เพียงชักเท้ากลับมาเท่านั้นเอง เหนือสิ่งอื่นใด คุณได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และรู้จักงานในฝันเพิ่มขึ้นด้วย นี่สิคะที่สำคัญ 

4.เคลื่อนไปข้างหน้า 
 คนบางคนยอมทนอยู่กับงานที่ตัวเองไม่ชอบทั้งๆ ที่รู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน เพียงเพราะรู้สึกว่าการอยู่เฉยๆ จะทำให้เขาปลอดภัย จริงอยู่การอยู่นิ่งๆ ย่อมไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่มันก็ทำให้คุณล้าหลัง ในขณะที่คนอื่นก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา อย่าชะล่าใจเชียวนะคะ เพราะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือความเฉี่อยชา ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย คุณก็จะไม่มีทางเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ เช่นเดียวกับการพิชิตงานในฝัน คนที่พยายามเคลื่อนไปข้างหน้า เขาจะค่อยๆ เข้าใกล้เป้าหมายทีละน้อย ส่วนคนที่ไม่ทำอะไรเลย ก็จะไม่มีวันไปถึงฝั่งฝันนั้นได้ 

5. เริ่มต้นให้ไว 
 สำหรับหนุ่มสาววัยทำงานช่วงอายุ 20-30 ปีเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการค้นหาตัวเอง ในช่วงนี้อาจจะลองทำงานหลายๆ แบบ เพื่อตอบตัวเองว่า งานแบบไหนที่ใช่ตัวคุณ งานแบบไหนจะทำให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน รวมถึงการมองเห็นภาพตัวเองในยามเกษียณ ยิ่งคุณเริ่มต้นไว ก็มีโอกาสค้นพบตัวเองได้ไว และเมื่อชัดเจนแล้วว่าคุณต้องการอะไร ทีนี้ก็ใส่เกียร์เดินหน้าล่าฝันกันเลย 

6. ค้นหาเป้าหมายของตนเอง 
  ก่อนจะหางานให้พิจารณาที่ความใฝ่ฝัน/เป้าหมายของชีวิตของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงมองหางานที่ตรงกับตัวเอง ผู้สมัครบางคนเมื่อถูกถามว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร หลายคนมักตอบว่ายังไม่ได้คิด บ้างก็อยู่ระหว่างค้นหา บ้างก็ยังมองไม่ออก คำตอบเหล่านี้ ถ้าคุณเป็นนายจ้างคุณจะรับเข้าทำงานหรือไม่ ? คนที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม เปรียบเสมือนเรือที่ลอยอยู่กลางทะเล ไร้ทิศทาง ซึ่งก็อาจ ไม่มีวันถึงฝั่งก็ได้ ถ้าไม่มีเป้าหมายในชีวิต การตัดสินใจหรือการดำเนินการใด ๆ ก็จะไม่มั่นคง สะเปะสะปะ โลเล หาแน่นอนมิได้ นายจ้างจะฝากงาน ฝากบริษัทให้คนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตดูแลได้นานสักแค่ไหน เดี๋ยวเดียวก็ถูกเหตุการณ์ซัดไปทางโน้นทีทางนี้ที อยู่ได้ไม่นานเพราะไม่มีหลักให้ยึด ที่จริงแล้วหลายบริษัทอาจให้ความสำคัญกับคำถามนี้เป็นอันดับหนึ่งก็ได้ เพราะคนไม่มีเป้าหมายก็มักจะไม่มี Vision เพราะ Vision ที่ชัดเจน จะสร้างเป้าหมายขึ้นมาได้เอง และเหนืออื่นใดการมีเป้าหมาย หมายถึงการมีแรงขับ ถ้าคุณมีแรงขับ ถึงแม้ว่าจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร คุณก็มีโอกาสถึงเป้าหมายได้ ...คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่อยากหรือฝันที่จะยึดอาชีพนั้น ๆ คนที่เก่งแต่ไม่มีเป้าหมาย ถ้าเจออุปสรรคเดี๋ยวก็ถอยหรือเปลี่ยนทิศเพราะขาดหลักยึด ถ้ายึดที่อารมณ์ก็เปลี่ยนได้เสมอแต่ ยึดที่เป้าหมายนั้นเปลี่ยน ยาก ถ้าคุณมีเป้าหมายแล้วก็จะเป็นการง่ายในการกำหนดว่างานไหนควรสมัครและงานไหนที่อย่าเสียเวลาสมัคร เพราะงานไม่ตรงกับเป้าหมายในชีวิต คุณควรจะศึกษาข้อมูลงาน นั้น ๆ ว่า ส่งเสริมเป้าหมายของชีวิตได้มากขนาดไหน ดูว่า ขอบเขตความรับผิดชอบงาน ,ความท้าทายหรือระบบ การ ทำงาน เป็นอย่างไร เพราะงานนี้อาจจะเป็นพื้นฐานที่จะก้าวไปสู่งานที่คุณใฝ่ฝันในอนาคตก็เป็นได้ นอกจากงานแล้ว คุณยังควรพิจารณาบริษัท โดยดูที่ Vision ของบริษัท , direction ในอนาคต รวมทั้งนโยบายทาง human resources เพราะนโยบายของ human resources นอกจากเป็นตัวแสดงศักยภาพของบริษัทว่ามีความเป็นมืออาชีพมากน้อยแค่ไหน แล้วยังแสดงถึง ความ เอาใจใส่ในการดูแลพนักงานด้วย และถ้าเป้าหมายของชีวิตเข้ากับงานที่สมัคร คุณเองก็จะมีวิธีการ present ตัวเองได้ดีและมีโอกาสถึงชัยชนะ ในที่สุด 

ที่มา http://www.friendjob.com/

Job Tips
6 วิธีแก้ง่วงในที่ทำงานโดยไม่ต้องพึ่งกาแฟคุณเคยง่วงนอนในที่ทำงานจนอยากจะใช้ไม้จิ้มฟันถ่างตาตัวเองหรือไม่? ถ้าหากว่าคุ..
9 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงานการทำงานย่อมมีปัญหาทุกคน ฝึกมองโลกในแง่บวกก็จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน และค..
40 คุณลักษณะการเป็นพนักงานมืออาชีพผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความของ ดร.เกศรา รักชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างองค..
9 วิธีเจริญสติในออฟฟิศ เพื่อตัวเอง และเพื่อการทำงานที่ดีขึ้นงานล้น ทำงานไม่ทัน ลูกค้าขี้วีน เจ้านายขี้บ่น เพื่อนร่วมงานขี้นินทา สถานการณ..