1.Accoonting&Finance


2.Administration
3.Customer Service
4.Human Resources
5.Information Technology
6.Marketing&BD&PR
7.OTHERS


8.Sales
9.Service Personnel


10.Service&Maintenance
11.Technical
เทคนิคต่างๆ
ทำอย่างไร...ให้เค้าจ้างเรา?
คราวนี้เราก็มาสำรวจความต้องการของบริษัทที่คุณกำลังจะเข้าไปสมัครงานบ้างจะดีกว่าว่า บริษัททั่วๆ ไปนั้นเขาต้องการพนักงานที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เพราะนอกจากคุณรู้จักตัวเองดีแล้ว อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการทำงานในสมัยนี้ เพราะสมัยนี้ คนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักแล้วว่า “คนมีเยอะกว่างาน” เพราะฉะนั้น ไม่ว่างานอะไร ก็ขอให้ได้ทำไปก่อนเถอะ โดยหลายคนก็ไม่เกี่ยงว่างานที่ได้รับนั้น จะตรงกับสาขาที่เรียนมาหรือเปล่า หรือเงินเดือนที่ได้รับนั้น จะคุ้มค่ากับปริญญาที่พยายามบากบั่นเรียนกันมาแทบกระอักหรือเปล่า บางคนขอแค่ทำงานมีเงินเดือนมาใช้ไปวันๆ และเผื่อเหลือเก็บบ้างก็พอแล้ว ในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้ คนที่มีทักษะ มีความรู้ ความสามารถมากว่าคนอื่นๆ ย่อมได้เปรียบเป็นธรรมดา คุณต้องไม่ลืมคิดว่า บริษัทที่คุณสมัครงานนั้น มีตัวเลือกมากมายให้เขาเลือก และถ้าเขาจะเลือก เขาก็จะเลือกคนที่มีความสามารถหลายๆ อย่าง ทำงานคุ้มกับเงินเดือนที่เขาต้องเสียเพื่อจ้างเข้ามาทำงาน เพราะฉะนั้น “การที่รู้เขา” หรือรู้ว่าบริษัทห้างร้านต่างๆ ต้องการพนักงานแบบไหน เป็นข้อได้เปรียบของคุณเลยก็ว่าได้ เมื่อรู้แล้ว ก็นำมาเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง พัฒนาความรู้ความสามารถที่บริษัทต้องการ เมื่อถึงคราวที่คุณต้องสมัครงานหรืออยากจะเปลี่ยนงานใหม่ คุณเองจะได้เป็นฝ่ายได้เปรียบคนอื่น เผลอๆ อาจจะได้งานทำทันทีที่คุณสมัครเลยก็ได้ ส่วนคุณสมบัติหรือทักษะความสามารถของพนักงานที่บริษัทต้องการนั้น ได้แก่

1. มีคุณวุฒิตรงกับที่นายจ้างต้องการ 
.ข้อนี้ดูเหมือนจะเป็นคำตอบที่เป็นกำปั้นทุบดินเลยก็ว่าได้ เพราะการจะจ้างพนักงานสักคน นายจ้างก็คงจะเลือกตามคุณวุฒิที่เขาต้องการอยู่แล้ว การมีคุณวุฒิตรงตามที่นายจ้างต้องการนั้น หมายรวมไปถึงการมีคุณสมบัติทุกอย่างเพียบพร้อมตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัครงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถ อายุ ประสบการณ์ หรือบางทีก็อาจจะระบุเพศที่ต้องการรับสมัครมาพร้อมเสร็จสรรพ 
ถ้าลองเปรียบเทียบกันดูแล้ว คนที่มีคุณสมบัติตรงตามที่บริษัทระบุทุกอย่างย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งไปอยู่แล้ว ที่เขียนมา ก็เพื่ออยากจะปลอบใจคุณๆ ที่มีคุณวุฒิไม่ตรงตามที่บริษัทต้องการ อย่าเพิ่งถอดใจเสียแต่ครั้งแรก วันหนึ่งคุณอาจจะได้เจอบริษัทที่ต้องการคนที่มีคุณวุฒิ คุณสมบัติแบบคุณก็ได้ 

2.มีเชาว์ปัญญา มีไหวพริบสติปัญญาในการแก้ปัญญา 
ในวันหนึ่งๆ นั้น คุณอาจจะต้องเตรียมใจเอาไว้เลยว่า อย่างน้อยคุณต้องพบเจอปัญหากันบ้างละ เพราะฉะนั้น คุณเองก็ต้องเตรียมตัว เตรียมใจเอาไว้รับมือกับปัญหา สามารถใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นี่แหละคือพนักงานที่เจ้านายต้องการ เพราะถ้าคุณไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ พอมีปัญหาทีไร ก็ต้องวิ่งปรึกษาเจ้านายทุกครั้งไป แบบนี้เจ้านายของคุณเอง ก็ไม่รู้จะจ้างคุณไว้ทำไม สู้เอางานมาทำเสียเอง แก้ปัญหาเองไม่ดีกว่าเหรอ 

3. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี 
 ข้อนี้ถือว่าเป็นอีก 1 ข้อที่เป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าบริษัทไหนๆ ก็ต้องการคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีกันทั้งนั้น อย่าว่าแต่ในบริษัทเลย หรือแม้แต่คนเราเองก็ชอบคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี คนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีนั้น จะสามารถเข้ากับคนได้ง่าย ปรับตัวได้ง่าย ไม่ว่าจะต้องอยู่ในสังคมใดก็ตาม เจ้านายของคุณเองก็ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดรำคาญใจกับปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของพนักงานในบริษัท 

4. มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ในสำนักงาน 
ถึงแม้ข้อนี้จะเป็นคุณสมบัติที่หยุมหยิม ไม่ใช่คุณสมบัติที่จำเป็นมากนัก แต่ถ้าคุณมีความรู้ในการใช้เครื่องใช้ในสำนักงาน ก็คงจะดีกว่าคนที่ไม่มีเอาเสียเลย อย่างเช่น ถ้ารู้ว่าแฟกซ์เขาใช้งานอย่างไร การต่อโทรศัพท์ต่างๆ ไปยังแผนกต่างๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง เหล่านี้เป็นต้น แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่า คุณสมบัติข้อนี้ ถ้าคุณไม่มีก็คงไม่เป็นอะไร เพราะมันสามารถเรียนรู้กันได้นี่นา และอีกอย่างหนึ่ง แต่ละที่ แต่ละบริษัท อาจจะมีอุปกรณ์ที่ไม่เหมือนกันก็ได้ 

5.ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ท เป็น
เดี๋ยวนี้ทักษะทางด้านการใช้คอมพิวเตอร์ กลายเป็นคุณสมบัติที่พนักงานทุกคนต้องมีไปเสียแล้ว ถ้าเราลองสังเกตจากตำแหน่งงานต่างๆ ที่ประกาศรับสมัครนั้น ทุกตำแหน่งล้วนแต่ระบุว่า ต้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ทั้งนั้น ก็เดี๋ยวนี้มันเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีล้ำหน้ากันแล้ว จะมัวมานั่งใช้เครื่องพิมพ์ดีด เก็บเอกสารเข้าแฟ้มอย่างเมื่อก่อนก็ดูล้าสมัยไปเสียแล้ว 
เดี๋ยวนี้ข้อมูลสำคัญของบริษัท เขาก็จะนิยมในแผ่นดิสก์หรือ CD Rom กันแล้ว แต่คุณไม่ต้องกังวลไปว่า คุณต้องมีความรู้ลึกขนาดโปรแกรมเมอร์เลยหรือเปล่า เพราะโดยทั่วไปแล้ว บริษัทเขาต้องการแค่ความรู้ขนาดโปรแกรมพื้นฐานเท่านั้น อย่างเช่น ไมโครซอฟท์เวิร์ด โปรแกรมออฟฟิศ บางแห่งที่ต้องการติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศ ก็อาจจะต้องการคนที่สามารถรับส่งอี-เมล์ได้ ซึ่งโปรแกรมพื้นฐานเหล่านี้ก็ฝึกได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อคุณไปทำงาน ต้องใช้โปรแกรมเหล่านี้บ่อยขึ้น คุณก็จะชำนาญไปเองนั่นแหละ 
นอกจากโปรแกรมเหล่านี้ที่คุณควรใช้ให้เป็นแล้ว ก็มีการพิมพ์ดีด ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษอีกด้วยที่ควรฝึกเอาไว้ให้ชำนาญ เพราะอย่าลืมว่า ยิ่งคุณมีความชำนาญมากพิเศษเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะได้งานทำนั้นก็มากขึ้นด้วย 

6.มีบุคลิกดี 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่มีบุคลิกดีนั้น ย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ การเป็นคนมีบุคลิกดีนั้นไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนสวย คนเก่ง ฉลาดเลิศเลอ แต่การเป็นคนบุคลิกดีในที่นี้ หมายถึง การเป็นตัวของตัวเอง เป็นธรรมชาติ เป็นคนมีความมั่นใจในแบบฉบับของตัวเอง พูดจาฉะฉาน มีไหวพริบ คนที่มีบุคลิกดี ย่อมเด่นสะดุดตาผู้ที่สัมภาษณ์หรือนายจ้าง และโอกาสที่คุณจะได้งานที่คุณสมัครนั้นก็มีสูงด้วย 

7.เรียนรู้งานได้เร็วมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความรอบคอบ กระตือรือร้น 
คนที่สามารถเรียนรู้งานได้เร็วและกระตือรือร้นในการทำงาน ย่อมก้าวหน้าเร็วกว่าคนที่ทำงานด้วยความเบื่อหน่าย หรือทำงานไปวันๆ แบบเช้าชามเย็นชาม นอกจากตัวเองจะก้าวหน้าแล้ว ยังพาบริษัทก้าวหน้าอีกด้วย เพราะคนลักษณะนี้ มักจะมีความคิด มีแผนใหม่ๆ มานำเสนอเพื่อให้บริษัทพัฒนาขึ้นเสมอๆ 

8.ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ มีวินัยต่อหน้าที่การงาน 
 ขึ้นชื่อว่าตรงต่อเวลาแล้วละก็ อย่าว่าแต่นายจ้างเลยที่ต้องการ ไม่ว่าใครก็ชอบคนที่ตรงต่อเวลาด้วยกันทั้งนั้น เพราะถ้าเขาเป็นคนที่ตรงต่อเวลาแล้วละก็ สรุปได้เลยว่า เขาเป็นคนที่มีวินัยต่อตนเองแน่นอน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี 
คนที่ตรงต่อเวลา การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพ เช้าเข้างานตรงต่อเวลา เย็นก็เลิกงานตรงต่อเวลา แบบนี้ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบใคร การทำงานก็ดูเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยดี ทำงานให้บริษัทอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นใครก็ชอบทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ 

8.ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ มีวินัยต่อหน้าที่การงาน 
 ขึ้นชื่อว่าตรงต่อเวลาแล้วละก็ อย่าว่าแต่นายจ้างเลยที่ต้องการ ไม่ว่าใครก็ชอบคนที่ตรงต่อเวลาด้วยกันทั้งนั้น เพราะถ้าเขาเป็นคนที่ตรงต่อเวลาแล้วละก็ สรุปได้เลยว่า เขาเป็นคนที่มีวินัยต่อตนเองแน่นอน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี 
คนที่ตรงต่อเวลา การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพ เช้าเข้างานตรงต่อเวลา เย็นก็เลิกงานตรงต่อเวลา แบบนี้ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบใคร การทำงานก็ดูเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยดี ทำงานให้บริษัทอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นใครก็ชอบทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ 

9.มีทักษะด้านการบริหารข้อมูล 
 คุณสมบัติข้อนี้เป็นอีก 1 ข้อที่ไม่ค่อยสำคัญมากนัก แต่ถ้ามีก็ถือว่าดี เพราะคนที่รู้จักบริหารข้อมูล ก็จะรู้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไหนควรจะเก็บไว้ที่ใด เรื่องไหนควรจะทิ้งไปบ้าง เวลาเจ้านายเรียกหาข้อมูลเรื่องไหนจะได้ค้นได้สะดวก รวดเร็วทันใจ แถมบนโต๊ะยังดูสะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย 

10.มีความรู้เฉพาะด้านในงานที่ทำเป็นอย่างดี 
การที่คุณไปสมัครงานในตำแหน่งใดนั้น คุณควรมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับงานนั้นๆ อยู่บ้าง บางครั้งตำแหน่งที่คุณไปสมัครนั้นอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาขาที่คุณเรียนมาโดยตรง คุณอาจจะไม่มีความรู้ด้านนั้นเลยก็ได้ ข้อแนะนำก็คือ คุณอาจจะลองไปหาหนังสือสักเล่มที่เกี่ยวกับงานที่คุณกำลังจะทำมาอ่าน พอให้รู้ว่าตำแหน่งนั้นเขาทำอะไรกันบ้าง มันต้องใช้ความรู้ด้านไหนบ้าง รู้ไว้ใช่ว่า ได้เปรียบออกจะตาย 

11.มีความรู้ด้านภาษา ยิ่งรู้หลายๆ ภาษาก็ได้เปรียบ 
คนที่พูดได้หลายภาษามักจะได้เปรียบ เพราะสมัยนี้คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ ก็มีเพิ่มมากขึ้นเยอะ การรู้ภาษาอังกฤษหรือพูดภาษาอังกฤษได้อย่างเดียวนั้นดูจะไม่พอแล้ว เพราะเราเองก็เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ประถมฯ มัธยมฯ กันแล้ว แต่ถ้าคุณพูดภาษาอื่นได้ อย่างเช่นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาเยอรมัน หรือฝรั่งเศสได้ด้วย คุณก็จะมีตัวเลือกทางด้านอาชีพเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 

12. สื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง 
 กล่าวถึงการสื่อสาร คุณๆ ก็คงจะคิดถึงการพูดจา และแน่นอน ทุกคนสามารถพูดจาได้มาตั้งแต่เกิดแล้ว แต่การพูดในที่นี้หมายถึง ความสามารถที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ สื่อความหมายได้ตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ นั่นแหละ จึงเรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารที่สามารถคุยกับผู้อื่นได้รู้เรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่คุณจะสื่อสารแล้วรู้เรื่องและเข้าใจมากที่สุดก็คือ “เจ้านาย” ของคุณนั่นเอง เพราะการไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เวลาเจ้านายคุณสั่งงานอะไรมา แต่คุณกลับทำอีกอย่าง นอกจากทำให้เจ้านายหงุดหงิดแล้ว ยังเสียงานอีกต่างหากนะ 

 คุณสมบัติอีกข้อ 1 ที่ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่งอะไรแล้วคงจะต้องมีคุณสมบัติข้อนี้ ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของคนเรา ไม่เพียงแค่การทำงานเท่านั้น เพราะหลายต่อหลายสถานการณ์ ต้องอาศัยความอดทนของคนเราเป็นตัวแก้ปัญหา ถ้าคุณมีความอดทนเสียอย่าง ไม่ว่าอะไรจะผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณ คุณก็สามารถผ่านไปได้อย่างสบายๆ 
หันมาดูกันบ้างดีกว่าว่า ความอดทนนั้นสำคัญไฉนกับชีวิตการทำงานของคุณ 
เริ่มแรก มันแน่นอนอยู่แล้วที่คุณจะต้องอดทนต่อการทำงาน ไม่ว่างานนั้นมันจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน คุณก็ต้องอดทน ไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก อย่างที่เขาเรียกกันว่า เป็นคนหนักเอาเบาสู้นั่นแหละ พนักงานคนใด ที่มีคุณสมบัติแบบนี้ย่อมเป็นที่หมายปองของบริษัท ห้างร้านต่างๆ ไม่ว่าจะต้องเจอะกับงานชนิดไหน ประเภทไหน ก็สามารถทำได้หมด 
นอกจากนี้ คนที่มีความอดทน ก็จะเป็นคนทำงานได้นานด้วย ไม่ใช่ว่าเจองานยากๆ หรืองานหนักๆ เข้าหน่อย ก็อยากเปลี่ยนงานใหม่ แบบนี้ก็คงจะแย่เหมือนกัน เพราะนอกจากตัวเองจะไม่สู้แล้ว ยังทำให้บริษัทเดือดร้อน ต้องพลอยเปลี่ยนพนักงานบ่อยๆ ไปด้วย 

14. การปรับตัวได้ทันตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอย่างกับติดจรวด ถ้ามัวแต่ทำตัวเชย ล้าหลัง ไม่ทันโลกกับเขาเลย ก็คงจะแย่อยู่เหมือนกัน หมั่นอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ เข้าตัวบ้าง ให้รู้บ้างว่าเดี๋ยวนี้โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว วิธีง่ายๆ ในการอัพเดทข้อมูลก็ได้แก่ การดูข่าวทางโทรทัศน์ หรืออ่านจากหนังสือพิมพ์ก็ได้ ข่าวก็ไม่มีข้อจำกัดหรอกนะว่าต้องเป็นข่าวการเมือง เศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตามที่มันหนักๆ ข่าวเบาๆ เช่นข่าวบันเทิงก็พอได้อยู่ รู้เอาไว้ เผื่อจะได้เอาไปคุยกับคนที่ทำงานได้ เวลาเข้าวงสนทนา คุณจะได้มีเรื่องพูดคุยกัน พูดถึงการพูดคุยกัน ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกันนะ เพราะการคุยกันนี่ ทำให้คุณได้รู้อุปนิสัย ใจคอ ของฝ่ายตรงกันข้าม ทำให้คุณได้รู้จักพูด รู้จักคิดมากขึ้น และที่สำคัญ ทำให้รู้จักฝ่ายตรงกันข้ามดีขึ้นอีกด้วยละ เหมือนสุภาษิตจีนโบราณที่เขากล่าวกันไว้อย่างไรละว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” 
แถมท้ายอีกนิดกับการพูดคุยกันในวงสนทนา การเป็นผู้ฟังที่ดี ย่อมได้เปรียบกว่าการเป็นผู้พูดนั่นแหละ เพราะการที่คุณกำลังฟังอยู่นั้น ก็เท่ากับว่าคุณกำลังใช้ความคิด พิจารณาไตร่ตรองสิ่งที่คนอื่นกำลังพูดอยู่นั่นเอง 
เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นใครนั่งฟังคุณเงียบๆ ก็ตีความได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กับสิ่งที่คุณพูดนั่นเอง และส่วนใหญ่แล้วคนที่นั่งฟัง ก็มักจะได้รับอะไรดีๆ เก็บเอามาคิดมากกว่าคนที่เอาแต่พูดเสียอีก 



ที่มา : http://www.friendjob.com/
Job Tips
6 วิธีแก้ง่วงในที่ทำงานโดยไม่ต้องพึ่งกาแฟคุณเคยง่วงนอนในที่ทำงานจนอยากจะใช้ไม้จิ้มฟันถ่างตาตัวเองหรือไม่? ถ้าหากว่าคุ..
9 วิธีสร้างกำลังใจในการทำงานการทำงานย่อมมีปัญหาทุกคน ฝึกมองโลกในแง่บวกก็จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน และค..
40 คุณลักษณะการเป็นพนักงานมืออาชีพผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านบทความของ ดร.เกศรา รักชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างองค..
9 วิธีเจริญสติในออฟฟิศ เพื่อตัวเอง และเพื่อการทำงานที่ดีขึ้นงานล้น ทำงานไม่ทัน ลูกค้าขี้วีน เจ้านายขี้บ่น เพื่อนร่วมงานขี้นินทา สถานการณ..